แยกให้ออกว่าคุณเป็นโรคซึมเศร้าหรือแค่ความขี้เกียจ

โรคซึมเศร้ากับความขี้เกียจ>ต่างกันยังไง?

.

นี่คือหนึ่งในคำถามที่ถูกถา>มเข้ามาบ่อยที่สุด หมอเองใช้เวลาในการเรียบเรียงบทความนี้อยู่หลายสัปดาห์เหมือนกันครับ คิดว่าน่าจะพอเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆท่านครับ

.

.

 

ประเด็น1 : นิยาม

ความขี้เกียจ : เป็นคำจำกัดความที่ค่อนข้างคลุมเคลือ บางครั้งมันก็เกิดจากมุมมองหรือทัศนคติของแต่ละคนและต่างคนก็ต่างมาตรฐานกันไป เช่น คนที่ไม่ชอบออกกำลังกายก็มักถูกเพื่อนมองว่าเป็นคนขี้เกียจ ทั้งที่ตอนนั้นเขาอาจกำลังเร่งทำวิจัยวันละ 12 ชั่วโมงจนแทบไม่ได้หลับได้นอนก็ได

.

โรคซึมเศร้า : เป็นโรคทางจิตเวชที่มีอยู่จริง เกิดจากความผิดปกติของปัจจัยทางชีวะเคมีในสมองร่วมกับปัจจัยทางจิตสังคมในชีวิต ที่สำคัญคือไม่ได้เกิดจากการมโนแกล้งเป็น (ต่อให้ตั้งใจที่จะเป็นก็เป็นได้ยาก) ตัวโรคจะทำให้เกิดผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน เป็นโรคที่ต้องรักษาและสามารถรักษาให้หายได้ .

.

.

.

 

ประเด็น2 : แรงจูงใจ

คนขี้เกียจ : อาจมีอาการขาดแรงจูงใจ (Lack of motivation) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับเราทุกคน เช่นความเฉื่อยชาในเช้าวันจันทร์ก่อนจะไปโรงเรียนหรือไปทำงาน ต่อเมื่อมีแรงผลักดันบางอย่างหรือเมื่อถึงที่สุดของเวลา ก็จะสามารถกระตุ้นตนเองให้ทำต่อได้

.

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า : ก็อาจมีลักษณะที่คล้ายๆกับคนขี้เกียจได้เช่นกัน เช่น ขาดความกระตือรือร้น เฉื่อยชาและเชื่องช้า ขาดแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถสังเกตได้จากทั้งคนรอบข้างและจากความรู้สึกของตัวคนไข้เอง ***แต่ความรู้สึกเหล่านี้จะจมลึกมากกว่า สามารถคงสภาพต่อเนื่องยาวนานกว่า และสลัดทิ้งได้ยากกว่าความขี้เกียจธรรมดา*** แม้ว่าคนไข้จะมีความคิดตั้งใจดี อย่างไร แต่ด้วยตัวโรคนั้นส่งผลกระทบต่อเรี่ยวแรง สมาธิ ความจำ การตัดสินใจ และอารมณ์โดยตรง ในหลายๆกิจกรรมของชีวิตจึงได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

.

.

.

ประเด็น3 : การตอบสนองต่อความสุข

คนที่ขี้เกียจ : โดยทั่วไปมักจะยังคงทำกิจกรรมที่ชอบหรือมีความสุขในชีวิตประจำวันได้ แต่แค่ไม่ทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ

.

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า : จะต้องมีอารมณ์หดหู่เศร้าหมองเกิดขึ้นเกือบตลอดเวลาและเกือบทุกวัน (อย่างน้อย 2 สัปดาห์) หรือสูญเสียการตอบสนองต่อความสุขในชีวิตไป (เช่น เดิมเคยชอบร้องเพลงหรือออกไปพบปะเพื่อนฝูง ก็เปลี่ยนเป็นไม่ชอบร้องและไม่อยากออกไปพบใคร) และจะต้องมีอาการด้านอื่นๆตามเกณฑ์วินิจฉัยของโรคด้วยเสมอ (เช่น อาการเบื่ออาหาร ขาดความมั่นใจ นอนไม่หลับ การตำหนิตนเอง หรือคิดถึงความตาย)

.

.

.

 

ประเด็น4 : ประโยคพูด

คนขี้เกียจ : “ฉันอยากจะนอนทั้งวันเบย อิอิ”

.

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า : “ฉันเบื่อชีวิตตัวเอง ฉันเบื่อเตียงนี่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีแรงพอที่จะออกไปจากมัน ฉันรู้สึกเซ็ง เศร้า และทุกข์ใจ ฉันหวังว่ามันจะดีขึ้นนะ ไม่งั้นก็ขอไม่มีชีวิตอยู่เลยน่าจะดีกว่า”

.

.

.

ประเด็น 5 : การรักษา

ความขี้เกียจ : ไม่ต้องใช้ยารักษา แต่ต้องการแรงกระตุ้นและความมีวินัย

.

โรคซึมเศร้า : ต้องการการรักษา ทั้งจากยาต้านเศร้า การทำจิตบำบัด การเสริมวิธีจัดการความเครียด และการสร้างความยืดหยุ่นในจิตใจรูปแบบต่างๆ (การนั่งสมาธิและธรรมะรวมอยู่ในข้อนี้)

.

.

.

 

ปล./บทส่งท้าย

> ในหลายกรณี การจะแยกสองภาวะนี้อย่างชัดเจนอาจต้องมีการประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์/จิตแพทย์ แม้จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ทั้งสองภาวะก็ยังพอมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่บ้าง นั่นก็คือ “การรับมือ” โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่พบว่า การเติมแรงจูงใจ(ให้คนขี้เกียจ) และการสนับสนุนให้ผู้ป่วยซึมเศร้าได้ออกไปทำกิจกรรมต่างๆ (ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น : Behavior Activation) การส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ออกมาจากห้องบ้าง ได้พบกับแสงอาทิตย์ในยามเช้า แม้ว่าจะต้องอาศัยความพยายามและฝืนใจอย่างมาก แต่ก็มีประโยชน์อย่างชัดเจนทั้งแง่ต่อสุขภาพร่างกาย และในการต้านความซึมเศร้าเฉื่อยชา

.

.

.ที่มา By…คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา

٩(^‿^)۶ [ ]–[“””””|”””””|”””””|]>——

www.facebook.com/D2JED

* Cliparts provided by Disneyclips. com

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*